พระภาวนาโกศลเถร (หลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร)  
       เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงปู่เฒ่าได้ไปอยู่วัดนางนอง ตรงข้ามกับวัดหนังและได้เริ่มลงมือศึกษาคันถธุระต่อไป ณ สำนัก พระธรรมเจดีย์ (จีน) และพระสังวรวิมล (เหม็น) ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ได้เข้าสอบแปลพระปริยัติธรรม สนามหลวงอีกครั้ง แต่คงสอบไม่ได้อีกเช่นเคย เรื่องนี้ท่านต้องนั่งคุกเข่าประนมมือตลอดเวลา ที่แปลต่อหน้าพระคณาจารย์ผู้ใหญ่ พระมหาเถระผู้เป็นกรรมการองค์หนึ่งบอกกับท่านเมื่อแปลจบว่าแปลได้ดี แล้วก็ชวนท่านให้ไปอยู่ในสำนักเดียวกัน แต่ท่านปฏิเสธ
การศึกษาวิปัสสนาธุระและพุทธาคม
     ปรากฏตามหลักฐานชัดเจนว่าท่านได้ศึกษาวิปัสสนาธุระ และพุทธาคม กับพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) เจ้าอาวาสวัดนางนอง ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของท่านเอง จากการศึกษา ชีวประวัติของท่าน จะเห็นได้ว่า ท่านเจริญรอยตามพระอาจารย์รูปนี้มาโดยตลอด เช่นเดียวกับ พระพุฒาจารย์ (โต) เจริญรอยตามสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ผู้สร้างพระสมเด็จ “อรหัง” และพระสมเด็จฯ วัดพลับ เช่นในการที่ท่าน ได้สร้างพระปิดตา และพระปิดทวาร ฯลฯ ขึ้น ก็ถอดลักษณะมาจากพระเครื่องทั้ง ๒ ชนิดของหลวงปู่รอด และในสมัยที่พระภาวนาโกศลเถระ (รอด) ถูกราชภัยถูกถอดสมณศักดิ์ลงเป็นขรัวตาธรรมดา ในกรณีที่ ไม่ยอมถวายอดิเรกแด่รัชการที่ ๔ คราวเสด็จพระราชทานผู้พระกฐินที่วัดนางนอง และถูกย้ายไปครองวัดโคนอน ในขณะนั้นท่านบวชได้ ๑๖ พรรษา เป็นพระปลัดฐานานุกรมของพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) และฐานะศิษย์ใกล้ชิด ก็ได้ย้ายจากวัดนางนองติดตามไปปรนนิบัติอาจารย์ของท่าน ณ สำนักใหม่อย่างไม่ลดละ แสดงถึงน้ำใจอันประเสริฐ ของท่านที่ไม่ยอมพรากเอาตัวออกห่าง นับว่าจัดเป็นคุณธรรมที่ปรากฏเล่าขานสรรเสริญกันมาจนทุกวันนี้

 

             “พระครูธรรมถิดา” (รอด)  เป็นบุตรใครไม่ทราบ ภูมิลำเนาเดิมอยู่คลองขวาง  ตำบลคุ้งเผาถ่าน  อำเภอบางขุนเทียน  จังหวัดธนบุรี  เป็นฐานานุกรมใน  พระนิโรธรังสี  พระราชาคณะ  เจ้าอาวาสองค์แรก (ของวัดหนัง)  เป็นผู้เชี่ยวชาญในฝ่ายวิปัสสนาธุระที่สำคัญรูปหนึ่ง  เมื่ออยู่วัดหนัง อยู่คณะสระ  พระนิโรธรังสีมรณภาพแล้ว  ได้รักษาวัดอยู่คราวหนึ่ง  ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดนางนองและพระราชทานสมณศักดิ์เป็น  ที่พระภาวนาโกศล  ในรัชกาลที่ ๔    เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินวัดนางนอง  เล่ากันว่า  ท่านไม่ถวายอดิเรกนับเป็นความผิด ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ทางราชการถอดออกจาก สมณศักดิ์  ท่านจึงไปอยู่วัดโคนอนซึ่งอยู่ในคลองขวาง  ฝั่งตะวันตก  ต.บางหว้า  อ.ภาษีเจริญ  จ.ธนบุรี  และมรณภาพที่วัดนี้  หลวงปู่รอดองค์นี้เป็นผู้สร้างวัดอ่างแก้ว  ในวันที่เกิดเหตุนั้น  หลวงปู่เฒ่าก็อยู่ในที่นั้นด้วยสมัยที่ยังเป็นพระปลัดได้เตือนให้พระภาวนาโกศลเถระ (รอด) ถวายอดิเรก  แต่ท่านยังเฉยเสียพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก  เสด็จออกมานอกพระอุโบสถ  แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า  “เขาถอดยศเรา” เกล่ากันว่าสาเหตุที่ไม่ยอมถวายอดิเรกนั้น เนื่องด้วยท่านไม่สบอารามณ์ในเรื่องการแบ่งแยกนิกาย ธรรมยุตกับมหานิกาย  อันเป็นสาเหตุให้สงฆ์แตกแยกกัน
       ต่อมาหลังจากพระภาวนาโกศลเถระ (รอด)  ถูกเรียกพัดยศคืนไม่นานนัก  วันหนึ่งสังฆการีก็ได้รับ พระบรมราชโองการให้นำพัดยศมาถวายคืนให้ท่าน  แต่ท่านไม่ยอมรับและพูดกับสังฆการีว่า  ใครเป็นผู้ถวายพัด แต่อาตมาและใครเล่าที่เอาคืนไป  บุรุษจงเอากลับไปเสียเถิด    วิทยาคุณของ พระภาวนาโกศลเถระ (รอด)  ที่จะบรรยายต่อไปนี้  คุณปู่ทรัพย์  ทองอู๋ได้เล่าให้ทายาทฟังต่อ ๆ กันมา  ซึ่งจะได้นำมาประมวลเข้าไว้ดังต่อไปนี้
การถอนคุณไสย์

       ในการออกเดินธุดงค์คราวหนึ่งของหลวงปู่รอด  ท่านได้ไปถึงชนบทแห่งหนึ่ง  แถว ๆ ทุ่งสมรหนองขาวเขตติดต่อระหว่างกาญจนบุรีกับราชบุรี  คืนวันหนึ่งขณะที่ท่านอยู่ในกลด  มีพายุอื้ออึง และมีเสียงต้นไม้ต่าง ๆ ดังลั่นและหักโค่น  ดังกึกก้องไปหมด  ท่านจึงสมาธิเจริญพุทธาคม สงบนิ่งอยู่  พระที่ติดตาม ท่านเดินธุดงค์ได้ยินเสียงวัตถุหนัก ๆ  ปลิวมาตกอยู่รอบบริเวณที่ปักกลด เสียงดังตุบ  เช้าขึ้นพอเปิดกลดออกมา ก็เห็นท่อนกระดูกตกเรี่ยราดอยู่รอบบริเวณนั้น      พอสักครู่หนึ่งก็มีชาวบ้านกระเหรี่ยง ๒-๓ คนเดินตรงเข้ามา  บางคนก็ถือจอบและเสียมมาด้วย  เมื่อได้สอบถามจึงได้ความว่าเขาเตรียมฝังศพพระธุดงค์ ซึ่งคาดว่า จะต้องถูกคุณไสย์มรณภาพ  เมื่อคืนนี้ ครั้นเมื่อเห็นว่าหลวงปู่รอด และพระผู้ติดตามยังปกติดีอยู่ พวกกระเหรี่ยง จึงพากันกลับไป  แต่พอไม่ทันไรก็พากันมาอีก  ในตอนนี้นำเอาอาหารมาถวายด้วย หลวงปู่รอดบอกพระผู้ติดตาม ว่าอย่าได้ฉันอะไรเป็นอันขาด  พอรับประเคนอาหารแล้วก็เรียก ให้พระผู้ติดตามเอาหม้อกรองน้ำ ของพระธุดงค์ มาให้แล้ว  หลวงปู่รอดก็บริกรรม  ทำประสะน้ำมนต์พรมอาหารนั้น

 
  กลับก่อนหน้า   ไปหน้าที่1 คุณอยูหน้าที่2 ไปหน้าที่3 ไปหน้าที่4   หน้าถัดไป