พระภาวนาโกศลเถร (หลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร)  
             ปรากฎว่าข้าวสุกที่อยู่ในกระด้ง ก็กลายเป็นหนามเล็ก ๆ  เต็มไปหมด  กับข้าวต่าง ๆ  ในกลามะพร้าว ก็กลายเป็นกระดูกชิ้นน้อย หลวงปู่รอด เอามือกวาดกระดูกและหนามเหล่านั้นไว้ แล้วคืนภาชนะที่ใส่มา ให้กับพวกนั้นไป พวกกระเหรี่ยงพยายาม จะขอคืนไปท่านไม่ยอมให้ ตกกลางคืนหลวงปู่รอดบอกกับพระลูกศิษย์ว่า ท่านจะปล่อยของเหล่านี้กลับไปเล่นงาน เจ้าพวกนี้บ้าง เพียงสั่งสอน ให้รู้สึกสำนึกเท่านั้น พอรุ่งเช้าพวกกระเหรี่ยง ก็รีบมาหาหลวงปู่รอดแต่เช้ามืด คราวนี้ หามคนป่วยมาด้วยคนหนึ่ง ล่าวคำขอขมา และขอร้องให้ท่านว่าช่วยรักษา ลักษณะคนป่วยร่างกายบวม ไปทั้งตัวเหมือนศพที่กำลังขึ้น หลวงปู่รอดหัวเราะแล้วถามว่าเป็นอะไรบ้าง คนป่วยได้แต่นอนอยู่ตลอดเวลา ได้แต่กรอกหน้าและยกมือขึ้นพนม หลวงปู่รอดจึงเอาน้ำมนต์ ในหม้อกรองน้ำ (ลักจั่น) พรมลงไปตามร่างคนป่วย เพียงครู่เดียวนั้นเองร่างกายที่บวม ก็ค่อยยุบเป็นอัศจรรย์ ทุกคนก็กราบหลวงปู่ด้วยความยำเกรง แล้วบอกว่าจะนำอาหารมาถวาย แต่ท่านบอกว่าจะ ถอนกลด แล้วเดินธุดงค์ต่อไปหลังจากได้ปักกลดอยู่ ๒ คืนแล้ว
เดินบนใบบัว

       การเดินทางบนใบบัว เรื่องนี้เนื่องมาจากเดินธุดงค์ในสมัยที่หลวงปู่เฒ่าเป็นเณรอยู่ ได้เล่ากันต่อๆ มาว่าในครั้นนั้น พระภานาโกศลเถร (รอด) ได้เดินธุดงค์โดยมีสามเณรร่วมไปด้วย ถึงห้วยกระบอก หรือห้วยกลด แขวง จ.กาญจนบุรี กล่าวกันว่ามีกลดพระธุดงค์ร้างปักอยู่มาก เนื่องจากหนีสัตว์ป่าไปเสีย ข้างหน้าภูมิประเทศเป็นบึงใหญ่ขวางหน้าอยู่ ส่วนทั้งข้างเป็นภูเขาสูงชันมาก ยากแก่การปีนข้าม หลวงปู่รอดบอกกับสามเณรว่า เมื่อท่านเดินก้าวลงใบบัว ในหนองน้ำนั้นชึ่งเป็นพืดติดต่อกันไป ถึงฝั่งตรงข้ามให้เณรคอยก้าวตาม เหยียบทับรอยเท้า ของท่าน บนใบบัวแต่ละใบอย่าให้พลาดได้

       ท่านจึงบอกคาถาให้บริกรรมขณะที่จะก้าวเดินแล้วท่านก็เจริญอาโปกสิณอยู่ครู่งหนึ่ง ท่านก็ได้ก้าวเดิน บนใบบัว ทีละก้าว ส่วนสามเณรก็ก้าวตามไป พร้อมด้วยบริกรรมคาถา ผ่านท้องน้ำอันเวิ้งว้าง ไปโดยตลอด   ส่วนสามเณรเห็นว่า ใบบัวก้าวสุดท้ายของหลวงปู่รอด ก่อนที่ท่านจะก้าวขึ้นฝั่งนั้น เป็นใบบัวที่เล็กมากและอยู่เกือบชิดตลิ่งแล้ว จึงไม่ เหยียบ ตามหลวงปู่ไปจะสืบเท้าก้าวขึ้นฝั่งเลยที่เดียว แต่ไม่สำเร็จ เพราะใบบัวที่เท้าหลังเหยียบอยู่ ยุบตัวลงเสียก่อน เณรจึงตกลงไปในน้ำ หลวงปู่รอดหันมาดูได้แต่หัวเราะและกล่าวขึ้น ว่าบอกให้เดินตาม ทุกก้าวไปก็ไม่ยอมเดิน ถ้าเป็นกลางบึงคงสนุกใหญ่
การสะกดจิต
       คุณปู่ทรัพย์ ทองอู๋ บิดาของคุณพ่อพูน  ท่องพูนกิจ ได้เล่าเรื่องประหลาดกันต่อๆ มาว่า
ได้มีคนร้ายขโมยเรือ ของหลวงปู่รอดที่จอดไว้ลำคูริมคลองขวางไป แต่ไม่สามารถจะพายไปได้ คงเวียนอยู่หน้าวัดโคนอนหน้ากุฎิของท่าน จนเช้าพระลูกวัดรูปหนึ่ง จะเอาเรือออกบิณฑบาต ครั้นไม่เห็นเรืออยู่แต่กลับเห็น ชายแปลกหน้า คนนั้นกำลังพายเรือวนเวียนอยู่ จำได้ว่าเป็นเรือของหลวงปู่รอดจึงได้นำเรื่องไปเรียนให้ท่านทราบ หลวงปู่รอดจึงลงมาที่ท่าน้ำขณะนั้น ได้มีชาวบ้านใกล้เคียงมาดูกันอยู่เนืองแน่น ท่านจึงตะโกนบอกไปว่า “เจ้าจงเอาเรือมาคืนพระเสีย  ท่านจะเอาไปบิณฑบาต” คนร้ายก็พายเรือมาจอดให้พระท่านแต่โดยดี แล้วก็สั่งต่อไป ว่า
“ ขึ้นมาบนกุฎิเสียก่อน”  คนร้ายก็ขึ้นตามคำสั่ง ในที่สุดหลวงปู่รอดก็สั่งให้เด็กจัดเอาอาหารมา ให้รับประทาน แล้วก็สั่งต่อไปว่า จะกลับบ้านก็กลับเถิดคนร้ายจึงได้เดินลงจากกุฎิไป

     สมณศักดิ์

      พระใบฎีกา และพระปลัด ขณะอยู่ที่วัดนางนอง ฐานานุกรมในพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) จนย้ายไปอยู่วัดโคนอน

     พระครูศีลคุณธราจารย์ ในระหว่างอยู่วัดโคนอนเมื่อหลวงปู่รอดเจ้าอาวาส (อดีตพระภาวนาโกศลเถระ) ถึงแก่มรณภาพ ท่าก็ได้ครองวัดเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน จนในปี พ.ศ. ๒๔๔๑  ในแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้รับพระกรุณาโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูศีลคุณธราจารย์ แล้วให้อาราธนามาอยู่วัดหนัง สาเหตุที่ย้ายมาอยู่วัดหนัง ก็เนื่องมาจาก กรมพระจักรพรรดิพงษ์เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินหลวง ณ วัดหนัง ทางวัดไม่มีจำนวนสงฆ์ อันพึงรับผ้ากฐินได้ ต้องทรงเปลี่ยนเป็นพระราชทานผ้าป่าแทน ภาวะแห่งวัดทรุดโทรมถึงที่สุด เมื่อเสด็จกลับ จึงกราบทูล ภาวะแห่งวัด แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงให้กระทรวงทำการติดต่อ ทางสมเด็จ พระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์ เพื่อหาตัวเจ้าอาวาสใหม่ สมเด็จพระวันรัตเลือก ได้พระอธิการเอี่ยม เจ้าอาวาสวัดโคนอน จึงได้พระราชทานสมณศักดิ์ พระครูศีลคุณธราจารย์  อาราธนามาครองวัดหนัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑
      พระภาวนาโกศลเถร (เอี่ยม) เมื่อหลวงปู่เฒ่าได้มาครองวัดปีหนึ่ง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพิจารณาปีพรรษามากแล้ว กอปรด้วยศีลาจริยาวัตรอันงดงาม สมบุรณ์ไม่ด่างพล้อย หาตำหนิมิได้ กลับเป็นที่เคารพสักการะแด่ชนทั้งหลายโดยทั่วไป ทั้งพระองค์ทรงเคารพ นับถือในส่วนพระองค์ เป็นกรณีพิเศษอีกด้วยสมควรจะได้เลื่อนสมณศักดิ์ในฐานะหลวงปู่เฒ่าเป็น พระราชาคณะผู้ใหญ่ จึงทรงพระกรุณาปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็นพระราชาคณะที่ “พระภาวนาโกศลเถระ” ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒
 
  กลับก่อนหน้า   ไปหน้าที่1 ไปหน้าที่2 คุณอยูหน้าที่3 ไปหน้าที่4   หน้าถัดไป