วัตถุประสงค์

ประวัติ ข้อปฏิบัติในการเข้าชม ติดต่อเข้าชม ห้องภาพ

    

 ประวัติความเป็นมา
       อาคารพิพิธภัณฑ์เดิมเป็นกุฏิที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์อยู่ทางด้านคณะเหนือของวัดหนัง ราชวรวิหาร และได้เป็นกุฎิของพระครูภาวนาภิรัตน์ ก่อนที่ท่านจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าอาวาสที่ พระสุนทรศีลสมาจาร (ผล คุตฺตจิตฺโต) เจ้าอาวาสองค์ที่ ๗ ของวัดหนัง ราชวรวิหาร ซึ่งหลวงพ่อผลท่านได้ใช้กุฏิหลังนี้เป็นสถานที่รักษาผู้คนแบบยาแผนโบราณด้วย หรือเรียกอีกอย่างว่า หมอพระรับรักษาผู้คนทั่วไป และเนื่องจากท่านเป็นศิษย์ของพระภาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม สุวณฺณสโร) เจ้าอาวาสองค์ที่ ๕ ของวัดหนัง ราชวรวิหาร ทำให้ท่านมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิปัสสนาธุระ ตามแบบของหลวงปู่เอี่ยม จึงทำให้มีคนนับถือมาก อย่างเช่นในช่วงสงครามอินโดจีน ในแต่ละวันก็มีทหารมากมายเข้ามาขอวัตถุมงคลเพื่อคุ้มครองตัว ในการที่จะออกไปรบ ไม่ว่าจะเป็นผ้ายันต์บ้าง พระปิดตาบ้าง โดยเฉพาะผ้ายันต์มีคนมาขอจำนวนมาก ทำให้ทำไม่ทันที่จะแจก หลวงพ่อผลจึงต้องทำเป็นตราปั้มรูปตัวยันต์ขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ทันแจก
  อาคารพิพิธภัณฑ์หลังเดิม    พระครูสังฆรักษ์ไพฑูรย์ สุภาทโร ผู้ริเริ่มทำพิพิธภัณฑ์
       ครั้งหลวงพ่อผลได้รับตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าอาวาสก็ได้ย้ายไปอยู่ทางฝั่งคณะใต้ของวัด เนื่องจากมีโยมมาสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายไว้ ข้าวของท่านก็ได้นำไปบางส่วน ทางด้านกุฎิทางนี้ก็มีลูกศิษย์ของท่านคือ พระครูวิบูลศีลวัตร (ช้วน ปาสาทิโก) นามสกุลเดิม อ่องสาธร รับดูแลต่อมาและยังให้ความอนุเคราะห์แก่บุคคลทั่วไปทั้งด้านการรักษาแบบยาแผนโบราณ และวัตถุมงคล ในช่วงปลายอายุของท่านเนื่องจากความชราของท่านทำให้การรับรักษาต้องหยุดลง ดังนั้นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ถูกเก็บลงไว้ที่ห้องเก็บของด้านบนและด้านล่างของกุฎิ โดยที่ท่านสั่งห้ามมิให้ใครเข้าไปยุ่งในบริเวณนั้นเลย หลังจากที่ท่านมรณะภาพลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็ได้มีการจัดทำความสะอาดกุฎิ โดยมีท่านพระครูสังฆรักษ์ไพฑูรย์ สุภาทโร (นามสกุลเดิม สรวยโภค) รับการดูแลในการทำความสะอาด ก็พบสิ่งของ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จำนวนมาก ท่านจึงเก็บและรวบรวม เหตุที่มีมาก อาจเนื่องจากหลวงพ่อทั้งสอง เป็นพระเถระมีผู้คนนับถือมาก จึงได้มีการนำข้าวของมาถวายไว้มาก อีกทั้งเคยเป็นแหล่งรวมผู้คนทั้งศิษย์วัด ผู้คนที่เข้ามารับการรักษา และเป็นกุฏิหลังเก่าที่อยู่กันมาอย่างยาวนาน
        เมื่อท่านได้รวบรวมแล้วเห็นว่ามีมากจึงได้คิดว่าจะจัดเป็นอาคารอนุสรณ์ของหลวงพ่อ แต่เนื่องจากพระครูสังฆรักษ์เป็นคนที่ชอบเที่ยวดูพิพิธภัณฑ์ ก็เห็นของหลายๆ สิ่งในพิพิธภัณฑ์ มีเหมือนกับที่วัด จึงได้คิดริเริ่มจัดทำพิพิธภัณฑ์ขึ้น  โดยออกแบบความคิดของท่านเอง ใช้เวลาจัดในการวางรูปแบบอยู่ประมาณ ๒ ปี โดยใช้งบส่วนตัว และดำเนินการจัดวาง และทำข้อมูลเองทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่ท่านเป็นคนชาวธนบุรีเขตจอมทองโดยกำเนิด ครอบครัวเป็นชาวสวนลิ้นจี่ในเขตนี้ จึงได้ทันใช้ทันเห็นและใช้ของต่างๆ เหล่านี้ก็จึงไม่แปลก ที่จะจัดวางได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ และให้คำอธิบายอย่างครบถ้วน อย่างที่ว่านักวิชาการก็สู้ผู้มีประสบการณ์ไม่ได้  ข้าวของที่จัดแสดงนั้น จะเป็นของวัดอยู่ประมาณเกินครึ่ง ส่วนอื่นที่เหลือก็มีการจัดหาจัดซื้อเข้ามาบ้าง เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่องราว ที่ต้องการนำเสนอ เช่น วิถีชีวิตภูมิปัญญา ชีวิตชาวสวน เครื่องครัวโบราณ พิพิธภัณฑ์ได้เปิดให้คนเข้าชมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่ทีแรกยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงมีเพียงแต่นักเรียนโรงเรียนวัดหนัง เข้ามาศึกษาบ้าง จนมีผู้สนใจเริ่มเข้ามาดูชม เพื่อศึกษาวิถีชีวิตบ้าง การจัดทำบ้าง
อาคารพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันอาคารพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบัน
        พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาวัดหนัง ราชวรวิหารจึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ และก็ได้รับการสนใจจากผู้คนมาเรื่อยๆ จนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ทางหลวงพ่อ พระธรรมศีลาจารย์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน (องค์ที่ ๘) ได้ปรับปรุงบริเวณคณะเหนือเพื่อความเป็นระเบียบ เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑ์หลังเดิม เป็นกุฏิเก่าและปลูกติดต่อกันหลายหลัง หลวงพ่อเจ้าอาวาส จึงได้ให้มีการบูรณะอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยเริ่มประมาณเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยจากเดิมเป็นอาคารชั้นเดียวเพิ่มเป็นสองชั้น การจัดทำนั้นก็ใช้แนวคิดของพระครูสังฆรักษ์ไพฑูรย์เป็นหลักในการจัดวางและจัดรูปแบบ และมีส่วนของพระสงฆ์และฆราวาสในวัดจำนวนหนึ่งช่วยในการจัดทำ
 
 
  Back หน้าถัดไป  
MuseumGallery
ห้องภาพพิพิธภัณฑ์

เยือน"วัดหนังฯ" อมตะ"หลวงปู่เอี่ยม" พิพิธภัณฑ์ชีวิตไทยๆ